| Charinya 的个人资料Ay's Daily Emotional照片日志列表 | 帮助 |
|
|
4月15日 ทริปนี้กำตังค์ไปเท่าไหร่ดีหลายคนอาจจะมีคำถาม ... เที่ยวเยอะขนาดนี้ เที่ยวเองแบบนี้ แพงไหม?
เพื่อให้การคิดค่าใช้จ่ายเข้าใจง่าย ฉันก็จะปรับหน่วยเงินเป็น "บาท" ทั้งหมด หากใครต้องการทรายรายจ่ายในหน่วยเงินเยนก็ให้ใช้สูตร ... เงินบาท / 0.3181 = เงินเยน
ค่าถ่ายรูปติดเอกสารขอวีซ่า 300 บาท
ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า 1,960 บาท ค่าตั๋วเครื่องบิน 37,000 บาท ค่าที่พัก 6 คืน 9,130 บาท ค่าอาหารตลอดทริป 12,660 บาท ค่าเดินทางภายในญี่ปุ่น (รถไฟใต้ดินและรถเมล์) 5,585 บาท ค่ารถไฟชินคันเซ็นจากโตเกียวไปโอซาก้า 9,065 บาท ค่าบัตรเหมาสวนสนุก Tokyo Joy Polis SEGA 2,225 บาท ค่าผ่านประตูเข้าสถานที่ต่างๆ (พิพิธภัณฑ์ วัด ฯลฯ) 1,720 บาท ค่าของเล่นที่ซื้อฝากเจ้าหมึก 1,670 บาท ค่าไปรษณียบัตร และค่าส่งกลับประเทศไทย 870 บาท ซื้อขนมและของฝาก 4,520 บาท เบ็ดเตล็ดเล็กๆ น้อยๆ (เช่น ร่ม ปลั๊กไฟ ยา ฯลฯ) 2,155 บาท ค่าแท็กซี่ ไป-กลับ (สุขุมวิท22-สนามบินสุวรรณภูมิ) 500 บาท รวมทั้งสิ้น 89,360 บาท โปรดสังเกตว่า ค่าที่พักเก้าพันกว่าบาท แต่ค่าอาหารหนึ่งหมื่นสองพันหกร้อยกว่าบาท 555+
เที่ยวกันกระจาย รวมทุกอย่างแล้ว 89,360 / 2 คน = 44,680 บาท/คน คุ้มสุดๆ
ก่อนไปตั้งงบไว้คนละห้าหมื่น เงินเยนที่แลกไว้ก็เลยเหลือกลับบ้านด้วย ^^
ถ้าใครจะไปก็ตั้งงบเผื่อไว้สักนิด ห้าหมื่น-->เจ็ดวัน ฉันว่าไม่น่าเกิน
4月14日 7: บ๊าย บาย โอซาก้าเช้าวันสุดท้ายในญี่ปุ่น เช้าที่หัวใจเดินทางกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้ว เครื่องบินออกตอนบ่าย
เช้านี้ก็ยังมีเวลาไปเดินเล่น ย่านเท็นโนจิ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ โรงแรมที่พัก
แวะรับประทานอาหารเช้าที่ ร้าน Coffee Spot แพนเค้กหนานุ่ม กาแฟหอมกรุ่น คัสตาร์ดชุ่มลิ้น
สวนสนุกในร่ม Festival Gate ที่มีรถไฟเหาะตีลังกาวิ่งไปตามส่วนต่างๆ ของห้าง บริเวณรอบหอคอยเป็นแหล่งกลางคืนมี ร้านขายของ ร้านอาหารราคาถูก ร้านปาจิงโกะ และโรงหนัง (อย่างนั้น) ในบรรยากาศเงียบๆ เย็นๆ ยามเช้าอย่างนี้
ทางเข้า สวนสัตว์ และ ทางเดินด้านข้าง เห็นแดดแบบนี้ไม่ร้อนนะจ๊ะ ลมเย็น เดินสบาย ดำคล้ำกันแบบเนียนๆ
บาร์เบอร์แบบญี่ปุ่น ค่าตัดผม 1100 เยน (350 บาท) สิบโมงกว่าๆ ขึ้นรถไฟ JR Nankai Line ไปสนามบินนานาชาติคันไซ รถไฟจะวิ่งผ่านทะเล
ทานอาหารเที่ยงที่ Royal Cafeteria และ เดินซื้อของฝาก
บ๊าย บาย ... โอซาก้า ... แต่ไม่ได้รู้สึกว่าใจหาย แล้วก็ไม่ได้คิดว่า 7 วัน มันเร็วเกินไป
ฉันว่าเป็นช่วงเวลาพอเหมาะ ที่ได้เที่ยวอย่างคุ้มค้าและได้มองโลกในมุมที่ต่างออกไป คิดถึงบ้านมากๆ เลย
17.20 น. กลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ อุณภูมิที่พื้นดิน 34C ถอดเสื้อหนาวแทบไม่ทัน 4月13日 ตอนที่ 6: สงบใจในเกียวโต
ตอนที่ซื้อบัตรรถเมล์อย่าลืมขอแผนที่ภาษาอังกฤษซึ่งแนะนำการท่องเที่ยวด้วยรถเมล์มาด้วย
ออกจากสถานีรถไฟเกียวโตมาก็จะพบกับ หอคอยเกียวโต (Kyoto Tower) โดดเด่นเป็นสง่า
จากสถานีเกียวโตนั่งรถเมล์สาย 100 ไปลงที่ป้าย Kiyomizu-Michi ใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาที
เที่ยว วัดคิโยมิสึเดระ (Kiyomizudera Temple) จากป้ายรถเมล์ต้องเดินอีกไกลพอสมควร และทางค่อนข้างชัน ควรใส่รองเท้าผ้าใบที่เดินสบาย ชมเจดีย์สามชั้นหลังใหญ่ที่ศาลเจ้าจิชู ซึ่งเป็นศาลเจ้าแห่งความรักและความราบรื่นในชีวิตแต่งงาน
แล้วแวะขอพรก่อนดื่มน้ำจากแม่น้ำ 3 สาย ที่คนญี่ปุ่นบอกว่าดื่มได้ครั้งละ 1 สาย ต้องมาวัดนี้ 3 ครั้ง แต่เท่าที่สังเกตดูนักท่องเที่ยวมักจะรองน้ำทั้ง 3 สาย แล้วดื่มรวมกันแบบฉบับย่อ
ในอากาศหนาวแบบนี้ บะหมี่ร้อนๆ เหมาะที่สุด เลยมานั่งสบายใจกันที่ ร้านบะหมี่ Takinoya ในวัดคิโยมิสึเดระ
นั่งรถเมล์สาย 207 มาอีกแค่ 2 ป้าย แล้วลงที่ป้าย Gion เพื่อเที่ยว ศาลเจ้ายาซากะ ชมโคมไฟสีขาวห้อยระย้าเต็มศาลา
เดินทะลุมาทางด้านหลังจะเป็นงานออกร้านที่ สวนมารุยามะ (Maruyama) ข้างๆ ศาลเจ้า
ที่สวนนี้เป็น สถานที่ชมซากุระที่สำคัญของเกียวโต รื่นรมย์ชมซากุระ เดินเล่นซื้อขนมกับของที่ระลึก แล้วอย่าลืมทดลองเล่นเกมส์ในงานวัดแบบญี่ปุ่นนะคะ
นั่งรถเมล์สาย 12 จากป้าย Gion ไปที่ป้าย Kinkakuji-Mae ใช้เวลาประมาณ 40 นาที จากวัดคินคะคุจิ เราไม่ได้รีบร้อนก็เลยเดิน ชมบ้านเมืองเกียวโต กันอย่างช้าๆ มุ่งหน้าสู่วัดริวอันจิ
เดินไปยังไม่ถึงวัดก็หมดแรงกันซะก่อน ก็ใครจะไปคิดว่ามันไกลขนาดนี้
ข้าวห่อไข่ราดสตูเนื้อ Hash Meat ทานกับชุดผักดอง ออกจากร้านอาหารก็ยังต้องเดินอีกไกลมาก ยิ่งอิ่มก็ยิ่งเดินช้าเป็นเรือเกลือ
นักท่องเที่ยงนั่งห้อยขาชม สวนหินที่วัดริวอันจิ กันอย่างเป็นระเบียบ แต่ละคนนั่งมองกันนานๆ
ยิ่งมองก็ยิ่งสบาย และช่วยให้จิตใจสงบนิ่ง บริเวณรอบๆ จัดสวนแบบญี่ปุ่นงามอย่างเคย จากวัดริวอันจิขึ้นรถเมล์สาย 59 แล้วมาต่อสาย 5 กลับมาตั้งหลักที่สถานีเกียวโต
15.30 น. นั่งรถบัสสาย 5 ด้านมินามิ (ทิศใต้) ที่ชานชาลา C4 ไปลงที่ป้าย Inaritaishamae
เสียดาย แต่ไม่เสียใจ ... เกิดเป็นคนอย่าโลภเกินไป กลับถึงโอซาก้าประมาณหกโมงเย็น มุ่งหน้าสู่ ย่านนัมบะ รับประทานอาหารเย็น
แสงสีของนัมบะ ... ร้านอาหาร ร้านปาจิงโกะ และผู้คน ... คนที่นั่นทำอะไรทำจริง บ้าอะไรก็บ้าจริงๆ กลับถึงโรงแรมด้วยอาการ ... เปลี้ย ง่อย เดี้ยง ... ยิ่งกว่านกเอี้ยงที่ไม่มีหลังควายเกาะ พรุ่งนี้ก็จะได้กลับบ้านแล้วนะ คิดถึงบ้านจังเลย 4月11日 ตอนที่ 5*: แก้ผ้าอาบน้ำ
แต่ตอนสี่ทุ่มครึ่งกลับมาเจอห้องอาบน้ำแบบฝักบัวที่ชั้น 1 สวมวิญญาณใจกล้าหน้าไม่อาย เปิดประตูเข้าไปในห้องน้ำรวม ทำไงดีวะ เกิดมาไม่เคยแก้ผ้าอาบน้ำรวมกับคนอื่นเลย แต่ไม่อาบน้ำไม่ได้แล้วนะวันนี้ ซึมิมาเซ็น วะตาชิวะ โอฟุโระ ... เอ่อ ... ฮาจิเมะเต๊ะ ... โด้ ชิมาซึ ก๊ะ สาวผมยาวขาวอวบ ยิ้มให้อย่างมีไมตรี ฉันพยายามใช้สมาธิมองหน้าเธอ (ไม่มองส่วนอื่น)
หลังจากถอดเสื้อผ้า "ทุกชิ้น" ตามที่หล่อนแนะนำ ฉันค่อยๆ เดินอย่างสง่าผ่าเผยเข้าไปที่เก้าอี้ตัวสุดท้ายมุมห้อง
พออาบน้ำสะอาดแล้วก็ค่อยๆ หย่อนตัวลงไปในอ่างโอฟุโระ นั่งพิงของอ่างอย่างสบายอารมณ์ และแล้ว ... ความสบายก็ถูกทำลายด้วยบทสนทนาภาษาไทย ไม่นะ ... ฉันไม่อยากเป็นคนไทยตอนนี้ ฉันไม่อยากรู้จักใคร ฉันอาย 10 นาทีผ่านไป ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นจากอ่างโอฟุโระ เดินกลับไปที่ล็อคเกอร์ ใกล้ๆ ล็อคเกอร์จะมีอุปกรณ์ประทินความงาม พวกน้ำมันและโลชั่นทาผิว ถามคนญี่ปุ่นได้ความว่าการอาบน้ำร่วมกันระหว่างคนในครอบครัวและเพื่อนฝูง + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + ปล. ภาพถ่ายประกอบบล็อควันนี้ ขอแม่บ้านถ่ายตอนที่เค้าปิดทำความสะอาดนะจ๊ะ
ตอนที่ 5: มนต์เสน่ห์โอซาก้าโตเกียวอยู่ในภูมิภาคคันโต โอซาก้าอยู่ในภูมิภาคคันไซ ตื่นแต่เช้าแพ็คกระเป๋าย้ายที่พักกันอีกครั้ง
วันนี้จะย้ายที่พักจากโตเกียวไปโอซาก้าซึ่ง อยู่ห่างกัน 553 กิโลเมตร เดินทางไปด้วยชินคันเซ็นสะดวกที่สุด
รถไฟชินคันเซ็นของ JR มีหลายขบวน ขบวนโนโซมิ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที
ส่วน ขบวนฮิคาริ ซึ่งราคาถูกกว่าเล็กน้อยจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
ฉันเลือกขบวนโนโซมิ เพราในดินแดนแปลกหน้านี้เวลาของฉันมีค่ามาก
รถไฟออกเก้าโมงเช้าแต่เราไปถึงสถานีก่อนเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง
ชินคันเซนขบวนโนโซมิ และพนักงานต้อนรับสาวสวยในเครื่องแบบ
ภายในชินคันเซ็นกว้างขวางนั่งสบายเหมือนเครื่องบิน ถ้านั่งจากโตเกียวไปโอซาก้าแนะนำให้จองที่นั่งด้านขวามือ
สิ่งที่พลาดไม่ได้ในชินคันเซน คือ โอเบ็นโตะ ในรถไฟ ที่จัดมาได้งามจับใจและอร่อยมากๆ มาถึงโอซาก้าปุ๊บ แนะนำให้ตรงดิ่งไปที่ Touris Information ของสถานีก่อนเลย ฉันซื้อแบบ 2 Day Pass ราคา 2,700 เยน/คน (864 บาท) บัตรนี้เป็นบัตรเหมาจ่าย
ย้ายของเข้าที่พัก Hotel Raizan South ซึ่งอยู่ใกล้สถานี Dobutsuen Mae มากๆ เดินทางไปไหนก็สะดวก พูดถึงห้องอาบน้ำ โรงแรมใหญ่ขนาดนี้มีห้องอาบน้ำฝักบัวที่ชั้น 1 ห้องเดียวนะคะ เช้านี้แม้จะอยากอาบน้ำสักแค่ไหน ฉันก็ตัดสินใจยังไม่อาบน้ำดีกว่า เพราะไม่มีเวลา อากาศที่โอซาก้าอุ่นกว่าโตเกียว แดดจ้าเหมาะสำหรับถ่ายรูป แต่ว่ายังคงเย็นสบายไม่ร้อน
บ่ายสองโมงตรงฉันอยู่ในรถราง Osakajo Park Tram ซึ่งวิ่งวนรอบปราสาทโอซาก้า รถรางจอดหน้าทางเข้าปราสาทโอซาก้า เดินตรงขึ้นไปเริ่มที่ชั้น 8 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด แล้วเดินดูไล่ลงมาทีละชั้น
ข้างในปราสาทเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับการสร้างปราสาท ประวัติเมือง แผนผังราชวงศ์ การจัดทัพการสงครามสมัยก่อน ฯลฯ การนำเสนอมีรูปแบบน่าสนใจ เป็นภาพเคลื่อนไหว แบบจำลอง 3 มิติ คำอธิบายชัดเจนแต่เป็นภาษาญี่ปุ่น ออกจากปราสาทโอซาก้าก็รีบกระวีกระวาดจะไปขึ้น เรือล่องอ่าวโอซาก้า ที่ชื่อ "Santa Maria"
ซึ่งจะออกจากท่าทุกๆ 1 ชั่วโมง แต่ฉันไปถึงสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ท่าเรือที่สุดตอน 15.50 น. ดังนั้น วิ่งโลด วิ่งตลอด 10 นาที ไปขึ้นเรือเป็นคนสุดท้ายตอน 16.00 น. หอบแฮ่ก เหงื่อท่วม
การล่องเรือในอ่าวโอซาก้าใช้เวลา 50 นาที บนเรือมีร้านอาหารบริการ แต่ฉันเลือกไอติม ซึ่งไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก
เพราะไอติมทำให้ลมบนเรือหนาวไปถึงขั้วหัวใจ แต่เขาก็มีห้องนั่งเล่นใต้เรือที่อุ่นสบายให้หลบลมหนาว ทิวทัศน์ในอ่าวโอซาก้า มีอาคารสูงๆ และสะพานหน้าตาล้ำยุคหลากหลายรูปแบบที่ชวนให้ทึ่งในเทคโนโลยี
แต่พอหันมามองหนุ่มสาวที่มาเดทกันเป็นคู่ๆ ยืนกอดกันบนเรือ พาลทำให้จิตใจออกอาการเหงาแบบทันสมัย
ขึ้นจากเรือก็แวะไปเดินที่ Tempozan Market Place ซึ่งมีของเด็กน่ารักๆ เต็มไปหมด
ใครอยากชมอ่าวโอซาก้าจากมุมสูงเชิญขึ้นชิงช้าสวรรค์ Tempozan Giant Flaris Wheel ตอนเดินกลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน แวะส่งโพสการ์ดใบสุดท้ายที่ตู้ไปรษณีย์ข้างทาง ขากลับนี่รู้สึกว่าเส้นทางมันใกล้กว่าตอนที่วิ่งไส้ปลิ้นไปที่เรือเยอะเลย อาคาร WTC Cosmo Tower Observation Deck สูง 256 เมตร ในฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น เป็นอาคารที่พลาดไม่ได้ในการจุดชมทิวทัศน์อ่าวโตเกียวแบบพาโนรามา 360 องศา โดยเฉพาะช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ... งาม นัก หนา ... หกโมงเย็นมุ่งหน้าสู่ ย่านนัมบะ (Namba) และย่ำค่ำ ย่านดงทงดบริ Dotonbori ชมสีสันยามราตรีของโอซาก้า ถ่ายรูปป้ายโฆษณากูลิโกะ ปูยักษ์สีส้ม และเบียร์ Asahi ตามธรรมเนียม
แวะชิมปูย่างที่มีชื่อเสียงของโอซาก้า ที่ย่างกันร้อนๆ ยืนแทะกันหน้าเตา เคล้าความงามของสาวย่างปู อากาศหนาวๆ แบบนี้ ปูย่างร้อนๆ ทำคะแนนมาอันดับหนึ่ง ตามมาติดๆ ด้วย ปลาหมึกทาโกยากิลูกกลมๆ
เครื่องเล่น Free Fall ที่ตึก HIPS และ ชิงช้าสวรรค์แนวดิ่ง Don Quijote ที่ Ebisu Tower ไม่ลองได้ยังไงจ๊ะ
อาหารเย็น ... ข้าวแกงกะหรี่ไก่คาราเกะกับซุปสาหร่ายแบบญี่ปุ่น
สวยที่สุดของวันนี้ต้องที่ Floating Gardern Observatory โครงสร้างอาคารงามนัก ประทับใจตั้งแต่แรกเห็น
มองลงมาจากดาดฟ้าก็จะได้ชมแสงสีและชีวิตชีวาของเมืองโอซาก้าแบบนี้ กลับถึงโรงแรมตอนสี่ทุ่มครึ่งรู้สึกเหมือนขาจะหลุดจากร่าง + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + ปล. มานั่งเขียนเรื่องยาวๆ แบบนี้ ติดต่อกันหลายวัน เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย 4月10日 ตอนที่ 4: ย่ำถนนอย่างคนธรรมดาบรรยากาศ การนอนรวมกันของนักท่องเที่ยวนานาชาติในนอนห้องรวม นี่มันสุดยอดจริงๆ
ด้วยความที่ทุกคนเหนื่อยลากมาจากทุกสารทิศ เลยกรนกันแบบเป็นตัวของตัวเอง รวมทั้งฉันด้วย O/ ถ้าคนหูไวนอนยากมาเจอบรรยากาศแบบนี้ คงแทบจะลาตาย บังเอิญฉันไม่ใช่ ฉันนอนสบาย เช้านี้ต้มน้ำด้วยกาน้ำในครัว ปรุงมาม่าต้มยำกับกาแฟ 3-in-1 รองท้องไปก่อนออกเดินทาง วันนี้จะเป็นวันที่เราเดินย่ำถนนอย่างคนธรรมดา เที่ยวชมบรรยากาศในเมืองโตเกียว ลมหนาวที่พัดผ่านแก้มทำให้ฉันรู้สึก "อยากเลี้ยงผมให้ยาว" เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี คงเพราะอากาศหนาวแบบนี้ ทำให้ แฟชั่นทรงผมของหนุ่มญี่ปุ่น เป็นเอกลักษณ์ที่เลียนแบบยาก ช่างมีไอเดียในการตัด และจัดแต่งกันได้บรรเจิด ทั้งรูปทรง สีสัน และสไตล์
คนญี่ปุ่นนิยมใช้จักรยานกันมาก อย่างนี้หละ ที่ล็อคจักรยานมีอยู่ทั่วเมือง ขนาดฝนตกก็ยังกางร่มขี่จักรยานกัน ที่นั่นมีทางเฉพาะสำหรับจักรยานทั้งตอนที่ขี่บนฟุตบาทและตอนข้ามถนน คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเวลามาก เพราะเวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ผ่านไปแล้วไม่มีทางย้อนกลับมา ตอนมาวันแรกๆ นึกสงสัยว่า ทำไมคนญี่ปุ่นถึงเดินเร็วกันนัก จะรีบร้อนกันไปไหน
ชีวิตต้องสู้กันทั้งรอบเช้ารอบเย็น รอบเย็นใครได้ที่นั่งก็หลับกันคอตกทั้งแถว (มีปิดปากกันน้ำลายยืดด้วย) ความจริงเรื่องผ้าปิดปาก ... ถามคนญี่ปุ่นมาแล้ว เค้าไม่ได้ปิดปากเพราะหนาว คนญี่ปุ่นทำอะไร ห่วงความถูกต้องและปลอดภัยกันทุกขั้นตอน เรื่องสำคัญในการนั่งรถไฟใต้ดินคือหมายเลขประตูทางออก บางสถานีมีทางออก 20 กว่าช่องทาง
โปรแกรมแรกของวันนี้นั่งรถไฟใต้ดินมาที่สถานี Nijubashi Mae ออกประตูทางออกที่ 2 เดินตรงไปไม่ไกล
มุ่งหน้าสู่ สะพานนิจูบาชิ ชมเงาสะท้อนของสะพานกับผืนน้ำ หากต้องการถ่ายรูปพระราชวัง Imperial Palace ให้ไปถ่ายรูปบริเวณสวนด้านทิศตะวันออก เดินจากสะพานนิจูบามาไม่ไกลก็จะถึงอาคารสถานีรถไฟโตเกียวซึ่งก่อสร้างจากอิฐแดง
เป็นชุมทางของรถไฟหลายสาย รวมทั้งชินคันเซ็นที่ใช้เดินทางไปต่างจังหวัด
ฉันถือโอกาสแวะเข้าไปสำรองที่นั่งตั๋วรถไฟชินคันเซนที่จะนั่งไปโอซาก้าในวันพรุ่งนี้
เพื่อความปลอดภัยว่าจะมีที่นั่งแน่ๆ ได้ตั๋ว รถไฟชินคันเซ็นขบวนโนโซมิ ใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวถึงโอซาก้าประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที
ราคาตั๋วโหดนิดนึง 28,500 เยน/คน (9,120 บาท/คน)
การจองตั๋วชินคันเซ็นล่วงหน้าก่อนเดินทางอย่างน้อยหนึ่งวันมีข้อดี
คือ ในวันพรุ่งนี้เราสามารถ นั่งรถไฟใต้ดินของ JR ภายในโตเกียวได้ฟรีทุกขบวน
นั่นแปลว่าเราไม่ต้องเสียค่าเดินทางจากที่พักมาขึ้นชินคันเซ็น ช่วงนี้ สถานีรถไฟโตเกียว กำลังปรับปรุงใหม่มีแผงกั้นก่อสร้างอยู่ทางด้านหน้า อาจจะสวยน้อยไปนิด แต่ให้ความรู้สึกเก่าขลัง
ฉันก็เลยมีรูปสถานีรถไฟโตเกียวในอนาคตหลังปรับปรุงเสร็จมาให้ชมด้วย ย่ำถนนชมเมืองไปเรื่อยและขึ้นรถไฟใต้ดินมุ่งหน้าสู่ Tokyo Tower ซึ่งเปิดให้ชมวิวโตเกียวที่ความสูง 333 m. ฉันแวะซื้อทาโกยากิร้อนๆ จากร้านข้างทาง แล้วเดินอ้อมมาทางสวนสาธารณะที่อยู่ใกล้ๆ
นั่งพักผ่อนที่ม้านั่ง หม่ำทาโกยากิ พลางเชยชมโตเกียวทาวเวอร์จากสวนสาธาณะที่ไร้ผู้คน โตเกียวทาวเวอร์ของฉันก็เลยอยู่หลังแนวต้นไม้สีเขียว ไม่เหมือนโตเกียวทาวเวอร์ของใคร บางอย่างต้องดูจากไกลๆ พอได้อยู่บนนั้นอาจจะไม่เห็นความสวยงามอะไร
เดินจากโตเกียวทาวเวอร์ประมาณ 30 นาที ก็จะมาถึง ย่าน รปปงหงิ ฮิล (Ropoongi Hills) นอกจากที่ช็อปที่กินไฮโซแล้ว ที่ รปปงหงิ ฮิลล์ ยังมี พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Mori At Museum เดินเรื่อยจาก ย่านรปปงหงิ ฮิลล์ เข้าสู่ ย่านอะซะบุจูบัง (คล้ายๆ ยอดมนุษย์จีบัน) ที่อยู่ไม่ไกลนัก เรื่องมันเศร้า และสภาพของฉันมันก็เน่าจริงๆ ...อยากอาบน้ำโว้ย ... ระบายออกด้วยการกิน
สปาเก็ตตี้กับแซนด์วิชเนื้อย่างที่คาเฟ่สไตล์น่ารักชื่อ Cafe' de CRIE' ไม่ได้ทำให้ท้องระคาย คนที่นี่คงจะกินกลิ่นมากกว่ารสชาด เพราะร้านอาหารทุกร้านจะส่งกลิ่นกำจายออกมาถึงด้านนอก
คนที่มีสัมผัสด้านจมูกไวอย่างฉันแทบจะสำลักกลิ่นตายคาถนน
นั่งละเลียดกาแฟที่ร้าน Koots แล้วก็คุยกันว่าจะไปไหนดี มากันเองก็แบบนี้
ได้กินที่อยากกิน ได้ไปที่อยากไป ไม่รีบไม่ร้อน แล้วก็สรุปว่าจะไปชิบูย่ากับฮาราจูกุกันอีกครั้ง
เป็นทริปสอบซ่อม เพราะวันแรกที่ไปฝนตกจนไม่เป็นอันดูอะไร
ชิบูย่า วันนี้แดดจ้าฟ้าใสและเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่เห็นนี่เค้ากำลังข้ามถนนกันนะ ใครที่ไปแถวชิบูยะอย่าลืมจุดสำคัญ ...
เดินจากชิบูยะเรื่อยมาถึง ถนนทาเคชิตะโดริ (Takeshita Dori) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ ฮาราจูกุ สุดถนนทาเคชิตะโดริ ให้เดินเลี้ยวมาอีกเล็กน้อยจะพบกับ ถนน Omotesando ถนนสายแบรนด์เนม ยาว 1 km.
ขากลับคนบ้าคอมพิวเตอร์ชวนกันไปเดินดูอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ Akihabara เป็นคำรบสอง
แวะทานข้าวแกงกะหรี่รสจัดจ้าน ใส่หอยลาย+ผัก+ไข่ลวก ที่ ร้าน CoCo ICHI ซึ่งขายมากว่า 30 ปี ร้านอาหารที่นี่มีอยู่ทั่วไปหมด เยอะกว่าร้านอาหารที่กรุงเทพ ถ้ากำตังค์มารับรองไม่มีอดตาย
แต่ร้านอาหารที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ขายอาหารไม่หลากหลาย ร้านข้าวแกงกะหรี่ก็จะขายเฉพาะแกงกะหรี่
ร้านขายราเมงก็มีแต่ราเมง ร้านพิซซ่าญี่ปุ่นก็มีแต่พิซซ่าญี่ปุ่นหน้าต่างๆ ฯลฯ ไม่เหมือนร้านอาหารตามสั่งที่เมืองไทย ซึ่งสั่งได้ทุกอย่างแต่อร่อยเป็นบางอย่าง
ร้านอาหารที่ญี่ปุ่น เข้าไปร้านไหนก็อร่อย ร้านที่ไม่อร่อยก็คงเจ๊งไปหมดแล้ว
เหลือแต่ร้านที่สุดยอดในยุทธจักร ทุกร้านจะมีจานเด็ด จานแนะนำ ที่ใครๆ ก็ต้องสั่งมาทาน
ในทริปนี้เราทานข้าวแกงกะหรี่กันบ่อยมาก แต่ไม่เบื่อเลย
เชื่อไหมว่าร้านขายข้าวแกงกะหรี่ทุกร้านที่มีโอกาสได้ชิม
ให้รสชาดแกงกะหรี่ที่ต่างกันอย่างเด่นชัด ทุกร้านล้วนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง
นั่นทำให้ฉันคิดได้ว่า ...
ถ้าเรามีจุดแข็งมีจุดเด่นในธุรกิจที่เราทำ ไม่ต้องกลัวตาย
ทำอะไรทำให้มันเก่ง ให้มันดี ให้มันเด่นไปสักอย่าง ก็อยู่รอดแน่ๆ
กลับถึงที่พักด้วยอาการง่อยเปลี้ยจากการเดินมากเกินความต้านทานของร่างกาย
แปรงฟัน ล้างหน้า แล้วเปลื่ยนเสื้อผ้าทันที น้ำท่าไม่ต้องอาบเป็นคืนที่ 2
คิดปลอบใจตัวเองว่าค่อยไปอาบที่โอซาก้าพรุ่งนี้
คืนนี้ต้องพึ่งพาเคาเตอร์เพนรุ่น Cool ทาถูจนทั่วขา บรรเทาอาการเมื่อยล้า
แต่แค่ยาทาคงเอาไม่อยู่ เลยแถมยาคลายกล้ามเนื้อ Norgesic ซะอีกเม็ดก่อนนอน
4月9日 ตอนที่ 3: วันดวงดีก็ต้องมีกันบ้างวันอังคารที่ 1 เมษายน 2551
อุณหภูมิที่เขาพยากรณ์ไว้ของวันนี้ ต่ำสุด 6C - สูงสุด 16C ฟ้าใส ไม่มีฝน ช่างเป็นวันที่น่ายินดี
ตื่นนอนตั้งแต่ตีห้าครึ่งมาตอบอีเมล์ เขียนโพสการ์ดให้หนูติ่งแบบ ชิลด์ ชิลด์ ไม่รีบร้อน
อุ่นไก่ทอดคาราเกะที่ซื้อมาแช่ตู้เย็นไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ทานกับกาแฟ 3-in-1 ที่เอามาจากบ้าน
หลังอาหารเช้าก็เก็บข้าวของใส่เป้กันแบบสบายๆ ไม่รีบร้อน เพราะวันนี้ต้องย้ายไปพักที่ใหม่
ทีแรกจะจองที่นี่ 4 คืน แต่มันไม่ว่าง ก็เลยพักได้แค่ 2 คืน แล้วมาขนย้ายกันพะรุงพะรังแบบนี้
ถ้าเป็นไปได้ใครที่จะมาโตเกียวแนะนำให้จองที่พักที่เดียวไปเลย (ถ้าชัวร์ว่ามันดี)
จะได้ไม่เสียเวลาย้ายของ เพราะเช้าวันนี้กว่าจะย้ายเข้าที่พักเรียบร้อยก็หมดไปครึ่งวัน
ยังไงก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ฉันจะได้สำรวจโรงแรมราคาประหยัด 2แห่ง ในโตเกียวละกัน
บรรยากาศที่ bAKpAK Tokyo Hostel ออกสไตล์อเมริกัน มีครัวรวม ห้องน้ำรวม และอินเทอร์เน็ตฟรี บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างอึดอัดในความรู้สึกของฉัน และทำให้ฉันรู้สึกกลัวนิดหน่อย ห้องน้ำมีอยู่ห้องเดียว มึดๆ ทึมๆ สิบเอ็ดโมงตรงเรื่องที่พักก็เรียบร้อย ตัดสินใจออกเดินทางไป โอไดบะ (Odaiba) เมืองทันสมัย ซึ่ง รถไฟสาย Yurikamome จะมีตั๋วเหมาราคา 800 เยน ให้ซื้อตั๋วเหมาเลยไม่ต้องคิดมาก
สะพานสายรุ้ง (Rainbow Bridge) จากมุมมองบนรถไฟ และ จากมุมมองที่โอไดบะ
ทริปนี้เราไม่มี Disney Land กับ Universal Studio อยู่ในแผนเพราะนั่นเป็นสวนสนุกสัญชาติอเมริกัน ข้อดี ... ได้บรรยากาศเครื่องเล่นแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ได้เห็นวัยรุ่นญี่ปุ่นออกเดทกันแบบน่ารักหน่อมแน้ม
Halfpipe Canyon เครื่องเล่นที่พลาดไม่ได้สำหรับคนชอบความเสียวไส้อย่างฉัน สองคนยืนหันหน้าเข้าหากัน ล็อคตัวตัดกับเครื่องจากทางด้านหลัง ที่ขาจะมีแป้นเหยียบดังคลิกๆ เหมือนสโนว์บอร์ด
อาหารเที่ยงที่สวนสนุกจัดมาอย่างงาม ข้าวแกงกะหรี่กุ้ง ตามด้วย เครปไอติม ป๊อปคอร์น และน้ำส้ม อิ่มมากๆ ออกจากสวนสนุกตอนบ่ายสี่โมงเย็น เดินเลียบชายฝั่งกินลมชมวิวทิวทัศน์อ่าวโตเกียวด้านหน้า Aqua City Odaiba
ที่โล่งลมแรงจนตัวจะปลิว อนุสาวรีย์เสรีภาพดูแปลกปลอมในสถานที่แบบนี้จัง ไม่รู้ว่าใครช่างคิดเอาเธอมายืนตรงนี้ อาคารที่มีลูกกลมๆ นั่น คือ Fuji TV Headquarters ซึ่งเปิดให้เข้าชมได้ (ปิดวันจันทร์)
นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Telecom Center แวะเยี่ยมชม Oedo Onsen Monogatari
นั่งรถไฟต่อมาลงที่สถานี Aomi แวะ Venus Fort ศูนย์การค้าตกแต่งสวยงามสไตล์อิตาลีที่ต้องเดิน
ข้างๆ Venus Fort จะมีอาคารจัดแสดงเทคโนโลยีของ Toyota ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรี เดินเลยจากโชว์รูปของโตโยต้ามาเล็กน้อย
คนที่จะมาขึ้นชิงช้าสวรรค์ยืนเซ็งหน้าลูกกรง เราแก้เซ็งด้วยการกินเบอร์เกอร์ไก่ของ ร้าน First Kitchen
ร้านนี้จะอยู่ด้านหน้าทางขึ้นชิงช้าสวรรค์ ไม่รู้อะไรดลใจให้นั่งกินเบอร์เกอร์ร้านนั้น คนเรานะ .. วันดวงดีก็ต้องมีกันบ้าง (ใช่ไหม) พอกินเบอร์เกอร์เสร็จ ลมสงบ ชิงช้าสวรรค์เปิดบริการ
หกโมงตรง พระอาทิตย์กำลังจะตก เราซื้อบัตรชิงช้าสวรรค์ได้เป็นคนแรก แบบสงสัยในดวงชะตาของตัวเอง
นั่งรถไฟเหมาจ่ายคุ้มจริงๆ เพราะนั่งกลับมาถ่ายรูปสะพานสายรุ้งยามค่ำคืนกันอีกรอบ
ออกจากโอไดบะมุ่งหน้าไปย่ำราตรี ย่านกินซ่า ถ่ายรูปนาฬิกายอดฮิต และ ตึกสูงเรียงรายตระหง่านตา
โรงละคร Kabuki-Sa Theatre
กลับถึงโรงแรมตอนสามทุ่มหิวมาก แวะร้านราเมงที่หัวมุมถนน เวลาสั่งอาหารก็กดปุ่มหยอดเหรียญที่ตู้ด้านหน้า กลับถึงโรงแรมด้วยอาการหลอนอุด้ง พาตัวเองไปแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า โดยไม่ให้น้ำโดนร่างกาย
เล่นเน็ต ทำบัญชี แล้วคลานไปนอนในมุมมืดอย่างสงบ ตอนที่ 2: เมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพ
โตเกียวเช้าวันนี้ฝนยังคงตกปรอยๆ ตกแบบปราณีไม่มีฟ้าร้องโครมคราม แต่ที่แย่คือมันตกไม่หยุดง่ายๆ ตื่นเช้าออกจากที่พักตั้งแต่เจ็ดโมงมุ่งหน้าสู่ ตลาดปลาซึคิจิ (Tsukiji) ตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตลาดสดที่นั่นแฉะเหมือนบ้านเรา แต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกสกปรก รถหัวกลมๆ เนี่ย เป็นรถซิ่งขนของ ปลาบางตัวใหญ่กว่าตัวที่เห็นนี้มาก แล่กันสดๆ ขายกันตรงนั้น ชิ้นใหญ่ๆ 1500 เยน (480 บาท)
ใครๆบอกว่ามาตลาดปลาซึคิจิ ห้ามพลาดซูชิสดๆ แต่คิดกันดูแล้วถ้ากินซูชิจนอิ่ม กระเป๋าสตางค์คงทะลุ
คราวนี้มาต่อด้วย ซูชิปลาไหลเซ็ตใหญ่ สองจานที่เห็นนี่รวมกันเป็น 1 เซ็ต ราคา 2,500 เยน (800 บาท) ทริปนี้เรื่องไม่เน้นความสบายของที่นอน แต่เน้นที่กินที่เที่ยว อยู่แบบยาจกได้ แต่เสวยกันอย่างราชา ![]() ออกจากร้านซูชิก็มุ่งหน้าสู่ย่านที่รวมสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อะคิฮาบารา (Akihabara) แต่มาเร็วไปเพราะเค้าเปิดสิบโมง เลยได้นั่งเฉิดฉายดื่ม กาแฟลาเต้ที่ ร้าน Veloce อย่างสบายอารมณ์ กาแฟที่ญี่ปุ่นรสอ่อนมากๆ คาดว่าเขาคงนิยมดื่มกันบ่อยๆ เพราะดื่มแล้วไม่ค่อยรู้สึกอะไรเลย
สำหรับหนุ่มๆ ที่บ้าเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง กล้องถ่ายรูป ฯลฯ คงเดินที่อะคิฮาบาราได้หลายชั่วโมง
แวะดูราคากล้อง Fuji ให้ติ่งที่นี่แหละ แล้วก็ซื้อปลั๊กสำหรับชาร์จ mp3 ที่ด้านนึงเอาไว้เสียบกับปลั๊กที่ผนัง
ส่วนอีกด้านนึงสำหรับเสียบ usb เวลาชาร์จ mp3 จะได้ไม่ต้องไปเสียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์
ในวันฝนตกแบบนี้เวลาถือร่มมาแล้วจะเข้าอาคารเรามักจะมีปัญหาน้ำหยดเป็นทาง
แต่ที่นี่เวลาจะเข้าอาคาร เขาจะมีเครื่องที่ช่วยเอาร่มใส่ถุงพลาสติก ฉันว่าไอเดียนี้น่ารักดี แล้วสำหรับบางที่ก็มีล็อคเกอร์ฝากร่มให้แขวนเอาไว้ด้านนอกไม่ต้องถือเข้าไปให้เกะกะ
เที่ยงแล้วแต่ยังรู้สึกอิ่มมาก ซึ่งก็สมควรจะเป็นอย่างนั้นเพราะเช้านี้บริโภคเข้าไปเยอะมาก
มองจากตึก Akiba ไปเห็นแม็คโดนัลด์ที่อยู่ตรงข้ามสถานีรถ JR น่ารักดี ก็เลยแวะเข้าไปหลบฝน
และซดกาแฟซะอีกแก้ว กาแฟเข้มๆ สไตล์อเมริกัน ค่อยช่วยให้ร่างกายมีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อย
บรรยากาศสวนน่ารักๆ ด้านหน้าแม็คโดนัลด์ และภาพที่มองจากชั้นสองของแม็คโดนัลด์ออกไป เดินออกจากแม็คโดนัลด์มาจนถึงที่ทำการไปรษณีย์ แวะซื้อแสตมป์สำหรับส่งโพสการ์ด กลับถึงโรงแรมตอนบ่ายสอง เริ่มหิวเลยจัดการมาม่าต้มยำกุ้งที่หิ้วไปจากบ้านซะที่ห้องนั่งเล่น บ่ายสองโมงครึ่งฝนหยุดตกแล้ว ... แดดจ้า ฟ้าใส เห็นไหมล่ะ ฟ้าไม่ได้มืดตลอดไป
ถ้าใครมาอะซะคุสะแล้วไม่ถ่ายรูป โคมแดง อันนี้ แสดงว่ามาไม่ถึงนะคะ ผ่านโคมแดงมาจะเป็นร้านค้ายาว 260 เมตร
ขนมทั้งสองชนิดนี้ข้างในเป็นไส้ถั่วแดง ขายดีมากคนต่อแถวกันยาวเชียว
โบกควันธูปเข้าหาตัวเพื่อความเป็นสิริมงคล ตักน้ำล้างมือบ้วนปากชำระล้างร่างกายให้สะอาด แล้วไหว้พระ
เดินเรื่อยๆ จากวัดมาชมซากุระที่ สวนสาธารณะริมแม่น้ำซึมิดะ ซื้อ ทาโกะยากิ ที่มีปลาหมึกยักษ์เต็มคำ ลูกโตๆ ร้อนๆ นั่งรถไฟไปถึงสถานีสุดท้ายที่บัตรรถไฟใต้ดินเหมาจ่ายจะไปได้ ก็ยังไม่ถึงบ้านมิงค์นะคะ มาจากเมืองไทยตั้งไกล ... เพื่อเพื่อน น้อยกว่านี้ได้อย่างไร ... ชวนมาก็ต้องรับน้ำใจสิจ๊ะ
พอไปถึงคุณแม่ของแฟนมิงค์ก็เสริฟ ชาร้อนกับขนมโอดังโกะ เป็นแป้งนิ่มๆ หุ้มไส้ถั่วกวน แล้วสักพักมิงค์ก็บอกว่า "วันนี้มิงค์ไม่ได้ทำกับข้าวนะ แต่มีข้าวหน้าปลาไหลเจ้าอร่อย" "มิงค์อุ่นไม่เป็นอ่ะ มันต้องอุ่นในหม้อต้มน้ำ ทำเป็นไหมอ่ะ อ่านข้างซองแล้วอุ่นกินเองได้ป่าว" น่ารักว่ะมิงค์ จริงใจแบบนี้ชอบมากเลย ฉันอ่านวิธีทำข้างซอง เอาหม้อใส่น้ำตั้งไฟบนเตาแก๊ส แล้วเอาปลาไหลใส่ลงไปอุ่นทั้งถุงตั้งเวลา 3 นาที ไอ้ฉันเนี่ยเจ้าแม่อาหารสำเร็จรูปเลยนะเฟ้ย พอครบตามเวลาก็ยกขึ้นมาจากหม้อ ตัดถุงแล้วเทราดข้าวสวยญี่ปุ่นที่มิงค์บรรจงหุงไว้ล่วงหน้า อร่อยเหาะอีกแล้วครับท่านผู้ชม "เก่งเนอะ" โห ... แค่อุ่นอาหารซองมิงค์มันก็ชม จะลอยแล้วว่ะ
ถามมิงค์เหมือนกันว่าปกติกินไรกัน มิงค์บอกว่าส่วนใหญ่คุณแม่ของแฟนที่เป็นคนญี่ปุ่นเป็นคนทำ
มื้อนั้นทานข้าวหน้าปลาไหลฝีมืออุ่นของฉันก็เลยเสริฟคู่กับซุปญี่ปุ่นแท้ๆ ฝีมือโอก้าซัง (คุณแม่)
ซุปที่มิงค์มันจริงใจอีกแล้ว มันบอกว่า "ช่วยกินหน่อยดิ กินตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่หมด" รักจิงๆ เลยมิงค์ แม้ว่าระยะเวลาที่ฉันรู้จักกับมิงค์จะไม่นาน ยังไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำไป
แต่เมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพปลูกง่ายถ้าจริงใจต่อกัน
การไปบ้านมิงค์คราวนี้กลับรู้สึกเป็นกันเองไม่ขัดเขิน ลูกสาวมิงค์สองคนก็น่ารักและเข้ากับคนง่ายมาก
ขากลับครอบครัวมิงค์ยกขบวนขับรถมาส่งฉันถึงโรงแรมที่พัก เพราะเขายืนยันว่ามาเองแล้วจะปล่อยให้กลับเองไม่ได้
ขอบคุณสำหรับข้าวหน้าปลาไหล และมิตรภาพที่อบอุ่นนะจ๊ะ
พอกลับถึงโรงแรมก็อาบน้ำอาบท่ากันหอมฉุย แล้วออกไปเดินเล่นย่านใกล้ๆ โรงแรม
ซื้ออาหารเช้ามาแช่ตู้เย็นไว้ ตื่นปุ๊บ อุ่นปั๊บ กินแป๊บ จะได้ไม่ต้องวุ่นวายออกไปหาอะไรทาน
และแล้วคืนนี้ก็หลับเป็นตายไปอีกคืน ... นอน แบบ ไม่ มี ฝัน กรน กัน สนั่น เร้ย ...
4月8日 ตอนที่ 1: โมชิ โมชิ๊ ... โตเกียววันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2551
ฉันลืมตาขึ้นมาที่ปลายปีกด้านซ้ายของสายการบิน สิงคโปร์ แอร์ไลน์ ตอนตีสี่ตามเวลาในประเทศไทย
ฟ้าข้างนอกสว่างสดใสเหนือปุยเมฆสีขาว รู้สึกว่าหัวใจโปร่งเหมือนท้องฟ้าเลย
ฉันปรับนาฬิกาให้เร็วขึ้นอีกสองชั่วโมง เวลาตีสี่ที่ข้อมือ ก็กลายเป็นหกโมงเช้าที่โตเกียวแล้ว
เครื่องบินลงจอดที่สนามบินนาริตะประมาณเจ็ดโมงครึ่ง และผ่านพิธีศุลกากรเรียบร้อยตอนแปดโมงสิบห้า
พอล้างหน้าแปรงฟันกันเรียบร้อย ก็ไปจองตั๋วรถไฟเข้าโตเกียวด้วย Keisai Limited Express
รถไฟขบวนนี้วิ่งจากสนามบินนาริตะ (Narita) ไปที่สถานีอุเอโนะ (Ueno) ในโตเกียว
Keisai Limited Express กับนักท่องเที่ยวที่ลากกระเป๋าใบโต สำหรับตั๋วรถไฟใต้ดินที่จะใช้ในโตเกียว ฉันแนะนำให้ซื้อที่สนามบินนาริตะให้เรียบร้อย
เพราะราคาจะถูกกว่าไปซื้อในเมือง ฉันซื้อตั๋วเหมาของ Tokyo Metro 2-Day Open Ticket
ซื้อมาคนละ 2 ใบเลย เพราะว่าจะอยู่โตเกียว 4 วัน ฉันยืนยันนะว่าตั๋วเหมาเนี่ยคุ้มจริงๆ
โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ต่อรถไฟผิดบ่อยๆ นั่งเลยป้ายบ่อยๆ มุดเข้ามุดออกผิดทางบ่อย
รับรองคุ้มสุดๆ แถมเวลาปวดฉิ้งฉ่องยังรูดบัตรเข้าไปฉิ้งฉ่องในสถานีแล้วกลับออกมาได้หน้าตาเฉย
โมชิ โมชิ๊ ... โตเกียว นะจ๊ะ ..
อากาศเช้าวันนี้ แดดจ้า ฟ้าใส เย็นสบาย หนาวนิดๆ
ลากกระเป๋า check-in เข้าที่พักเรียบร้อยตอนสิบเอ็ดโมงตรง
Ryokan Toukaisou ที่พักน่ารัก สะอาด ปลอดภัย มีห้องน้ำรวมแบบฝักบัว และครัวฝรั่งให้ใช้ร่วมกัน ผู้ดูแลเรียวกังนี้น่ารักมาก รีบบอกว่าซากุระกำลังบาน และบ่ายนี้ฝนจะตกยาวไปจนถึงพรุ่งนี้
ให้รีบไปดูซากุระก่อนที่ฝนจะทำให้ดอกร่วงหมด แผนเดิมที่ตั้งใจมาจากบ้านก็เลยสลับกันใหม่หมด
เพราะต้องปรับตามสภาพอากาศ ... แผนที่ดีมีไว้ให้เราปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์
หลังจากดื่มกาแฟ 3-in-1 ที่เอามาจากบ้าน ปลุกให้ร่างกายตื่น
ก็มุ่งหน้าไปสวนสาธารณะอุเอโนะ สวนสาธารณะยอดฮิตในการชมซากุระของโตเกียว
ผู้คนเยอะมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดเหมือนงานกาชาดหรอกนะ รู้สึกอบอุ่นดี
บรรยากาศ "โอฮานามิ" ชมซากุระ ที่ สวนสาธารณะอุเอโนะ ในบริเวณใกล้เคียงกันยังมีสถานที่สำคัญน่าเที่ยวอีก 3 แห่ง คือ
Tokyo National Museum (พิพิธภัณฑ์แห่งชาติโตเกียว)
National Science Museum (พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่น)
และ National Museum of Western (พิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งชาติญี่ปุ่น)
อยากจะชมทั้งสามที่แต่ว่าเวลาคงไม่พอ ก็เลยต้องเลือกแค่ที่เดียว
นักเรียนสายวิทย์ก็เลยเลือก National Science Museum ที่จัดแสดงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ตื่นตาตื่นใจ
ถือโอกาสรับประทานอาหารชุดที่พิพิธภัณฑ์ให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางต่อไป คนที่ไปด้วยบ่นปวดหัว ง่วงนอน เพราะในเครื่องบินไม่ค่อยได้นอน
แล้วก็บอกว่าเหนื่อย จนออกอาการน่าสงสาร ทีแรกฉันว่าจะพาเขากลับที่พัก
แต่เขาก็ยืนยันว่ามาถึงนี่แล้วไม่อยากเสียเวลา ก็เลยไปกันต่อ
ฉันรู้สึกผิดขึ้นมาวูบนึง รู้สึกเหมือนลากเขามาทรมาน National Museum of Western ที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาด พอมาถึงหน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ก็เห็นคนปวดหัววิ่งถ่ายรูปได้ฉันรู้สึกดีขึ้นนิดนึง ฝนเริ่มตกปรอยๆ หัวเริ่มเปียกๆ ในเป้มีน้ำที่แบกไปดื่มกับเอกสารต่างๆ หนักเหมือนกัน
พลังชีวิตแบบญี่ปุ่นที่ สี่แยกชิบุยะ และ อนุสาวรีย์สุนัขภักดีเจ้าของที่ชื่อ ฮาจิโคะ พอมาถึงสี่แยกชิบุยะตอนบ่ายสองโมงฝนก็เริ่มตกจริงจัง แต่ผู้คนดูเหมือนจะไม่มีใครกลัวฝนกันเลย
ฉันคิดสงสัยว่าผู้คนที่รีบร้อนเหล่านี้พากันไปไหน บางคนมีจุดหมาย แต่บางคนก็คงไม่ เราซื้อร่มกันคนละคันในร้านสะดวกซื้อ แล้วก็พากันเดินดูโน่นดูนี่ต่อไปเรื่อยๆ
กางร่มเดินฝ่าสายฝนกันมาไกลมาก มาถึงสะพานหน้าศาลเจ้าเมจิจินกูตอนบ่ายสี่โมงเย็น
แก๊งค์เอลวิสที่ สะพานหน้าศาลเจ้าเมจิจินกู มีคนกางร่มดูกันตรึม เสียงเพลงดังสนั่น เดินเลยจากแก๊งค์เอลวิสและการจับกลุ่มแสดงตัวตนในรูปแบบต่างๆ มาแล้ว
พอเดินข้ามสะพานมาก็จะเห็นเสาโทริอิของศาลเข้าเมจิจินกู
ทางเดินเข้าไปที่ศาลเจ้าค่อนข้างไกล แต่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้
แค่ย่างเท้าผ่านเสาโทริอิต้นแรกเข้าไปก็จะรู้สึกได้ถึงความสงบร่มเย็น
กว่าจะเดินทอดน่องไปถึงศาลเจ้าจิตใจก็สบายและสงบนิ่งพอดี
ทางเดินไปยังศาลเจ้าเมจิจินกู ฉันเห็นสาวญี่ปุ่นใส่กิโมโนกันไปไหนมาไหนได้อย่างภาคภูมิใจ แอบอิจฉานิดนึง
การแต่งงานในศาลเจ้าเมจิจินกู ที่ฉันโชคดีเก็บภาพประทับใจทัน
คนงอแงนอนฟุบรออาหารเย็นที่ ร้านเท็นยะ ข้าวหน้าเทมปุระที่มาตอนหิวมากๆ
รายการสุดท้ายของวันแรก ชมโตเกียวยามค่ำคืนจาก อาคารที่ทำการรัฐบาลฝั่งเหนือ ชั้น 45 กลับถึงที่พักตอนใกล้สามทุ่ม ไอ้เรื่องเดินไกลไม่เท่าไหร่ แต่อดหลับอดนอนกันข้ามคืนทำเอาโทรม
เขาอาบน้ำเข้านอนอย่างรวดเร็ว ส่วนฉันนั่งเขียนไดอารี ส่งอีเมล์ ทำบัญชี เขียนโพสการ์ดให้บางคน
ที่ห้องนั่งเล่นของเรียวกังนี้ เจอเด็กมหาลัยฟังสำเนียงดูก็รู้ว่าเป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษคล่อง
พอเขาก็หันมาถามฉันว่า "Where are you from?" ฉันก็เลยตอบว่า "มาจากกรุงเทพค่ะ" เท่านั้นแหละคุยกันฮากระจาย "ผมพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ อึดอัดมากเลยพี่ ได้คุยภาษาไทยค่อยยังชั่วหน่อย" เป็นเด็กวิศวะจุฬาฯ มากันเอง 3 คน เด็กสมัยนี้มีตังค์มาเที่ยวกันไกลนะเนี่ย
ห้าทุ่มนิดๆ ฉันไต่ขึ้นเตียงนอนชั้นสอง แล้วก็ฟัง mp3 จนหลับไป คืนแรกในโตเกียวหลับเป็นตาย
บทนำ: ทริปนี้ทำไมถึงเป็น "เรา"จำได้ว่าตอนแต่งงานกันเมื่อ 8 ปีก่อน มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้ตั๋วเครื่องบินและตั๋วที่พักบนเกาะไม้ท่อน
นั่นเป็นครั้งเดียวที่เราไปเที่ยวด้วยกันสองคน หลังจากครั้งนั้นก็เป็นการเที่ยวรวมญาติบ้างปีละครั้ง
หรือพาหมึกไปค้างริมทะเลทุกครั้งที่ปิดเทอม ซึ่งฉันเรียกว่าการพักผ่อนนอกสถานที่มากกว่าการเดินทางท่องเที่ยว
ดังนั้นสำหรับฉัน "การพักผ่อนนอกสถานที่" หมายถึง การไปนอนกลิ้งอ่านหนังสือในบรรยากาศงามๆ
เล่นน้ำให้ฉ่ำใจ รับประทานอาหารที่ปรุงมาดีๆ และมีชั่วโมงนอนสบายๆ อย่างน้อยคืนละ 8 ชั่วโมง
ซึ่งต่างจาก "การเดินทางท่องเที่ยว" ที่อาจจะหมายถึง การเดินร่อนไปทั่วเมืองอย่างเหน็ดเหนื่อยแต่มีความสุข
ดูบ้านเมืองและผู้คนแปลกๆ ใหม่ๆ เสพอาหารตา เคล้าอาหารใจ รับประทานของแปลกใหม่ที่ อย. ไม่ได้ตีตรา
ถ่ายรูปจนเมมโมรีเต็ม เขียนไดอารีอย่างบ้าคลั่ง นอนน้อยๆ เที่ยวเยอะๆ แล้วค่อยกลับมาพักฟื้นร่างกายโทรมๆ ที่บ้าน
เขาเป็นพวกแรก ไม่ชอบไปไหน และถ้าไปก็มักจะเป็นแนวพักผ่อน
แต่ฉันเป็นพวกหลัง คงเพราะเหตุผลนี้ฉันก็เลยมักจะไปไหนๆ โดยไม่มีเขา
ตอนแรกทริปนี้ฉันว่าจะแบกเป้ไปคนเดียว แต่แม่ของฉันบอกว่า "ทำไมไม่พาพี่เค้าไปด้วยหละ จะดูหลานให้"
ฉันก็เลยหยั่งเชิงดู "ไปด้วยกันไหม" เขาก็ยังลีลาตามประสาคนประสาทแดกและขี้กังวล
จะลางานได้ไหม จะติดงานอะไรรึเปล่า จะโน่น จะนี่ ฉันก็เออๆ ตามใจ จะเที่ยวให้สนุกต้องเริ่มจากความอยากไป
แอบคิดอยู่ลึกๆ ว่า ถ้าเขาไม่ไปฉันก็จะไปคนเดียว จะเที่ยวให้ฉ่ำปอดเลย
พอมานั่งคิดอีกทีจะปล่อยไว้ที่บ้านก็สงสาร ไหนๆ แม่ก็อาสาจะรับไอ้ลิงไปเลี้ยงทั้งที่
ก็เลยบอกเขาว่า "พี่ไม่ต้องทำไรเลย ลางานอย่างเดียว อย่างอื่นเดี๋ยวจัดการให้ โอเคป่าว"
แล้วฉันก็จัดการทุกอย่างจริงๆ จองตั๋วเครื่องบินกับที่พักทางอินเทอร์เน็ต ไปหาข้อมูลที่ JNTO
อ่านหนังสือท่องเที่ยวทุกเล่มในร้านหนังสือ หาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต วางแผนงบประมาณ
ศึกษาเส้นทางรถไฟใต้ดิน เขียนแผนการคร่าวๆ เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งหลายเดือน
และเตรียมเอกสารทุกอย่างที่จะไปขอวีซ่าให้ทั้งหมด แล้วก็ลากเขาไปสถานทูตฯ
เหลือเชื่อจริงๆ วีซ่าไปญี่ปุ่นที่เขาว่าขอกันยากนัก ของเราผ่านง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
ทริปนี้ก็เลยกลายเป็น "ฉันกับเขา" ก็เลยเป็น "เรา" ที่บอกตามตรงว่าฉันกลัวอยู่ลึก
เพราะฉันรู้ว่าการพบหน้ากัน 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน มันคงไม่ง่าย แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
คำว่า "ขอโทษ" คำแรกของทริปนี้ หลุดออกมาจากปากฉันตั้งแต่ยังไม่พ้นสนามบินสุวรรณภูมิ
แต่เราก็ประคับประคองความรู้สึกกันจนผ่านทริปนี้มาได้อย่างสง่างาม
เรามักทำให้คนใกล้ตัวเสียใจ เพราะเราเคยชินกับการไม่แคร์และคิดว่าไม่เป็นไร
ในเวลาที่สาเหตุไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์ คำว่า "ขอโทษ" จะมาจากใครก็ไม่สำคัญ
ในสถานที่ซึ่งหันหน้าไปหาใครไม่ได้ คงต้องหันหน้าเข้าหากัน
สุดท้ายแล้ว ... ยิ่งคบกันนาน ยิ่งต้องระวังคำพูด
ทริปนี้เขาถือกล้องหนึ่งตัว ฉันถือกล้องหนึ่งตัว ร่วมทางกันตามอัธยาศัย
รูปคู่ รูปเดียว ของเราสองคนในทริปนี้
เที่ยว 7 วัน คัดรูปอยู่ 3 วันเที่ยว 7 วัน กลับถึงบ้านงานท่วมหัว แต่ก็แอบแบ่งเวลามาจัดรูปที่ถ่ายมาระหว่างทริป
เพราะถ้าปล่อยไว้นานความทรงจำก็จะจางไป ไม่ได้อารมณ์ จัดๆ เลือกๆ อยู่ 3 วัน
ได้รูปที่ถูกใจมาประมาณ 600 ภาพ จากทั้งหมดพันกว่าช็อต จากกล้องสองตัว
อัพโหลดบางส่วนไว้ใน Blog นี้ อยู่ที่ Photo Album ล่าสุด Japan Trip Special Selection
แต่ถ้าอยากดูรูปทั้งหมดต้องไปที่ Picassa Web Album เพราะที่ Picassa อัพโหลดรูปได้ไวกว่า
ให้พื้นที่เก็บรูปมากกว่า และการจัดการอัลบัมก็สะดวกสุดๆ
เพื่อนๆ น้องๆ หลายคนถามมาทางเอ็ม ถามมาทางเมล์ เมื่อไหร่จะเขียนเรื่องซะที
ก็อยากบอกว่าให้ใจเย็นๆ กันนิดนึง คัดรูปเสร็จแล้วคงจะค่อยๆ ทยอยเขียนเรื่องให้ได้อ่านกัน
เพราะว่างานที่ค้างไว้ก็ต้องเคลียร์ด้วย มะงั้นเดี๋ยวไม่มีตังค์ไปเที่ยวคราวหน้า 555+
4月5日 a piece of my good memoriesIt is 2.30 a.m. of Friday night in Japan. Actually, it is already Saturday morning.
The airplane should be in Bangkok before 6.00 p.m. on Saturday night.
I missed my home, my bed and my old blanket. Especially, I missed INK so much.
We never be apart as long as this time (7 days!!!).
In this trip, I did send totally 15 postcards from Japan to my family and friends.
Someone told me that he got the first postcard from me already !!!
I bought 15 postcards at the same time from the shop in the highest floor of the government building.
But I didn't write 15 postcards at the same time. I wrote them one by one and drop it
to the red post box on the street one by one along the trip. Some postcards was drop in Tokyo.
Some postcards was wrote in Shinkunsen. Some postcards was drop in Osaka.
15 postcards will go to 14 addresses. [someone special got 2 postcards ^^]
Messages on those postcards are not the same. If you combined them all together
you will get the whole picture of my trip...
Where did I go? What did I do? Who was I meet? How was I feel?
What kind of food that I had ? Who I was missed? ..., etc.
That means 15 postcards in combination.
But you can't do that because you don't know each other 555+.
If you got a postcard from me, you are the one who kept a piece of my good memories. You are the one who kept a mystery of this trip.
Anyway, if you are curious about this trip, I will write about it in details here in my blog
together with those interesting pictures which made my camera's memory full.
A strange thing is that we both came to Japan with 2 cameras, his camera and mine.
He takes lots of scenery pictures and few pictures of me from far distance.
I takes lots of scenery pictures and few pictures of him from far distance.
We have tons of Japan scenery pictures without any single picture together 555+.
Why? That's may be because we didn't feel to do so.
But memories are permanent. Having a picture or not doesn't matter.
I'm thinking about sometimes in the past, a good time,
those pictures still clear and bright in my heart. Eventhough no pictures actually taken.
4月4日 messages from JapanI'm writing this Blog in Japan. That's means NO THAI FONTS.
Now It is 4.30 a.m. in the morning using free internet at the hotel's common room.
Traveling in Japan is very fun but the plan in previous blog is totally re-arranged
according to the weather. Because a good plan should be able to adjust.
Today I will go to Kyoto. Then, come back to spend my final night in Osaka (friday night).
On Saturday (the 5th April), I will go back HOME in late evening.
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
Dad, your birthday is on the 2nd April. This year we didn't have dinner together.
But be sure that I'm thinking about you and I didn't forgot.
HAPPY BIRTHDAY ... na ka ... I wish you lots of happiness and being healthy.
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
Mom, I send you few e-mails but you didn't answer.
I guess you may be very busy with your number ONE boy (INK).
Thanks for taking care of him and let me travel like this.
Your helping hands are valuable to me.
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + INK, I missed you ... na ja ... I have nothing much to say to you.
But I really missed your little sweet and warm HUG.
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
Friends, travel in Japan on our own feet is not difficult and not expensive as what I think.
Finding time on your calendar, pushing your job away for a week, packing your backpack,
taking a chance and GO for it. You have to make TIME (not just wait to have time).
Your answer may not be "Japan". It can be any place in the world.
An important thing is ... Do something out of the schedule to make life spicy.
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
Someone (that you don't know who),
Your selected songs, your e-mails, your MSN chat, and your feeling made me felt
that I'm not alone in this lonely planet. Thanks for your emotional support along the trip. ^^
3月27日 จัดเป้ใส่หลังไปกินซูชิ (ที่แผ่นดินแม่ของมิยาบิ)เรียนภาษาญี่ปุ่นมาตั้งหลายเดือน เวลามีคนถามว่า "มาเรียนภาษาญี่ปุ่นทำไม?"
คนส่วนใหญ่ก็จะตอบว่า "ทำงานกับบริษัทญี่ปุ่น ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่น"
"จะไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น" หรือไม่ก็ "มีแฟน มีกิ๊ก มีสามี เป็นคนญี่ปุ่น"
แต่ฉันน่ะเป็นคนเดียวที่ตอบว่า "มาเรียนเพราะอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นค่ะ"
คนถามก็จะยิ้มเอ็นดูในความเซ่อของฉัน พร้อมกับส่งข้อความที่แปลได้ว่า
มาลงทุนเรียนตั้งหลายเดือนเพราะแค่อยากไปเที่ยวเนี่ยนะ จะมาเรียนทำไม
เดี๋ยวนี้คนญี่ปุ่นเขาพูดภาษาอังกฤษกันปร๋อแล้วนะหล่อน
แต่ฉันมั่นใจว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยภาษาญี่ปุ่น ต้องได้อรรถรสกว่าฟังไกด์บรรยายเป็นภาษาไทยแน่ๆ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
ฉันไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการเดินทาง จนกระทั่งวันนี้ วันที่ฉันเพิ่งจะเคลียร์งานที่ออฟฟิศเรียบร้อย
ทำรายการให้ทุกคน ... เรื่องนี้จะฝากใคร เรื่องนั้นจะฝากใคร งานบัญชีล่วงหน้าก็จัดการได้ครบหมด
ฉันเชื่อมือทุกคนที่ทำงานร่วมกัน ฉันแน่ใจว่าในวันไม่มีฉันทุกอย่างก็จะเรียบร้อยดี ... ไม่มีปัญหา
คราวนี้ก็ได้เวลา จัดเป้ใส่หลังไปกินซูชิ (ที่แผ่นดินแม่ของมิยาบิ) กันแล้ว
อีกสองวัน ฉันจะไปเดินอยู่ใน "ดินแดนที่ฝันมาตลอด 30 ปี ว่าชีวิตนี้ต้องไปเหยียบให้ได้"
หลายคนที่มีประสบการณ์เตือนว่า ...
แต่อีกหลายเสียงก็ให้กำลังใจว่า ...
แบกเป้ไปคราวนี้ ฉันศึกษาข้อมูลเก็บไว้ในใจเยอะพอสมควร แต่ก็ไม่ได้วางแผนไว้จนแน่นขนัด ตั้งใจว่า ... จะเดินทางไปด้วยความเร็วของหัวใจ เป้าหมายไม่ใช่การเที่ยวให้เยอะที่สุด ในราคาถูกที่สุด ห้องนอนรวม 6 เตียง / 10 เตียง ก็นอนได้ ห้องน้ำรวมก็ไม่มีปัญหา เมื่อตอนบ่ายก็เลยมานั่งพลิกดูรายการทัวร์ฉบับล่าสุดที่ส่งมาที่บ้าน
ราคานี้ยังไม่รวม ค่าธรรมเนียมวีซ่า ไม่รวม pocket money ที่จะต้องจับจ่ายใช้สอย
และยังไม่รวมอาหารบางมื้อที่ต้องหารับประทานเอง *O*
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
โปรแกรมของฉัน ญี่ปุ่น 7 วัน 8 คืน : 29 มี.ค. - 5 เม.ย. ราคา 50,000 บาท/คน
ราคานี้ รวมค่าธรรมเนียมวีซ่า ค่าแท็กซี่ไปกลับสนามบิน ค่าอาหารทุกมื้อ
ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ pocket money ฯลฯ เรียบร้อยแล้ว
ข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.japan-guide.com/e/e2011_when.html
คาดการณ์ช่วงชมซากุระที่สวยที่สุดของปีนี้ใน "โตเกียว" ... 27 มี.ค. - 5 เม.ย. 2551
คาดการณ์ช่วงชมซากุระที่สวยที่สุดของปีนี้ใน "โอซาก้า" ... 1 เม.ย. - 10 เม.ย. 2551
พยากรณ์อากาศล่วงหน้า 10 วัน อุณหภูมิจะอยู่ในช่วง 7C - 16C
29 มี.ค. ออกเดินทางในช่วงกลางคืน
30 มี.ค. ถึงสนามบินนาริตะ ตอนเช้า
ย่านชิบูยะ - ย่านฮาราจูกุ - ที่ทำการรัฐบาลกรุงโตเกียว - สวนสาธารณะชินจูกุ 31 มี.ค. ตลาดปลาสึคิจิ - ย่านกินซ่า - ย่านรปปงหงิ - อะซะบุจูบัง ออนเซ็น
1 เม.ย. ชมซากุระที่สวนสาธารณะอุเอโนะ - พิพิธภัณฑ์แห่งชาติโตเกียว - พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์
พิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตก - ศาลเจ้าอะซากุสะ - นะกะมิเซะ - สวนสาธารณะซึมิดะ 2 เม.ย. พระราชวังอิมพีเรียล - สะพานนิจูบาชิ - เมืองใหม่โอไดบะ - สวนสนุกโตเกียวจอยโพลิส
สถานีโทรทัศน์ fuji TV - พิพิธภัณฑ์ทางทะเล - เอโดะ ออนเซ็น โมโนกาตาริ
ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ที่ Palette Town - Venus Fort - อะคิฮาบาระ 3 เม.ย. นั่งรถไฟซินคันเซนขบวนฮิคาริไปโอซาก้า ชมทิวทัศน์ฟูจิซังจากหน้าต่าง
ปราสาทโอซาก้า - ศาลเจ้าเท็มมังงุ - Den Den Town - ย่ำค่ำที่ย่านนัมบะ - ดงทงโบริ
4 เม.ย. เที่ยวเมืองหลงเก่า "เกียวโต" หอคอยเกียวโต - วัดคินคะคุจิ - ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ
ศาลเจ้ายาซะกะ - วัดคิโยมิสึเดระ - ย่ำราตรีย่านกิออน (เกอิชา กับ สาวไมโกะ)
ถ้ายังมีแรงเดินก็มาต่อย่านเท็นโนจิ - หอคอยเท็นกะกุ - Festival Gate - SPA World
5 เม.ย. ตื่นเช้าไปวัดเท็นโนจิไหว้พระขอพรแล้วย้อนมาเก็บกระเป๋าออกจากที่พัก
มุ่งหน้าสู่สนามบินคันไซ เตรียมตัวกลับบ้านพร้อมกับความทรงจำดีๆ
ในเป้ของฉันประกอบด้วย ... พาสปอร์ต ตั๋วเครื่องบิน e-ticket ข้อมูลการจองที่พัก กล้องถ่ายรูป
เครื่องเล่น MP3 ปากกากับสมุดโน๊ตคู่ใจ กางเกงยีนส์ 2 ตัว เสื้อยืด 7 ตัว แจ๊กเก็ต หมวก ถุงมือ ผ้าพันคอ
รองเท้าเดินสบาย แว่นกันแดด ครีมทาผิว ครีมนวดคลายกล้ามเนื้อ
มาม่าต้มยำกุ้ง 3 ถ้วย กาแฟ(3-in-1) 5 ซอง และของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น
ไม่มีหวี ไม่มีเจลใส่ผม ไม่มีเครื่องสำอางค์
ทั้งหมดนั้นหละแผนของฉัน แล้วมาติดตามกันว่าผลจะเป็นยังไง
เพื่อนบอกว่าญี่ปุ่นเจริญจนหาอินเทอร์เน็ตสาธารณะใช้ยาก
ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันคงต้องเก็บความรู้สึกอัดใส่เป้จนแน่น แล้วแบกกลับมาบ้าน
เพราะไม่สามารถระบายใส่ในบล็อคได้ระหว่างการเดินทาง
ฉันเปิดบริการ International Roaming ไว้ แต่เช็คดูแล้วค่าบริการ SMS ทั่วโลกครั้งละ 12 บาท
และถ้าใครโทรไปหาที่ญี่ปุ่น ฉันก็จะต้องเสียค่ารับสายนาทีละ 23 บาท แม้จะไม่รับสายก็ต้องเสียนาทีแรก 23 บาท
ดังนั้น ระหว่างการเดินทางคิดว่าไม่เอาโทรศัพท์ไปด้วยจะดีกว่า
ก็นับว่าเป็นโอกาสอันดีในการบ่มความคิดถึงให้มีรสหวาน ... เนอะ ^^
3月21日 ดอลล่าห์อ่อน ไทยแข็ง เยนแกว่งวางแผนจะแบกเป้ไปญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนมกราคม แต่พอได้วีซ่าจากสถานทูตฯ และจองตั๋วเครื่องบินได้เรียบร้อย
ฉันก็กองเอกสารทุกอย่างไว้ตรงโต๊ะเล็กๆ ตรงมุมห้อง ไม่ได้เปิดมองอีกเลย เพราะคิดว่ากว่าจะไปอีกตั้งนาน
พอวันนี้หยิบปฏิทินมาดูก็ตกใจ เดินทางวันที่ 29 มีนาคม 2551 อีกแค่อาทิตย์เดียวนี่หว่า ... เย้ย เร็ว เกิ๊น
ตอนที่วางแผนจะไปเที่ยวน่ะ ................ 100 เยน = 30.50 บาท
ฉันก็เลยคาดการณ์งบประมาณเอาไว้ที่ ..... 100 เยน = 31.00 บาท (คิดเผื่อไว้ปลอดภัยชัวร์)
แต่ถ้าใครติดตามเว็บอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอยู่เรื่อยๆ ในช่วงสองเดือนมานี้
ก็จะเห็นว่า เงินดอลล่าห์อ่อน เงินไทยแข็ง และเงินเยนแกว่ง ทำเอาหัวใจจะวาย
มันค่อยๆ วิ่งขึ้นจาก 30.50 บาท ทะลุ 31.00 บาท ขึ้นไปแตะ 32.84 บาท ในวันที่ 17 มีนาคม 2551
แต่สัปดาห์นี้ก็ลดลงมาบ้างเพราะเรทของวันนี้ตอนบ่ายๆ อยู่ที่ 31.73 บาท
การแลกเงินนี่มันเป็นเรื่องของดวงจริงๆ คนปอดแหกอย่างฉันก็เลยค่อยๆ แลก หลายๆ วัน
วันนี้ไปแลกเงินงวดสุดท้าย ได้เงินที่จะต้องเตรียมไปครบแล้ว
เฉลี่ยอัตราแลกเปลี่ยนที่ฉันแลกมาทั้งหมด ..... 100 เยน = 31.81 บาท (ทะลุงบกระฉูดเรย)
อืม เกือบลืมบอกไป การแลกเงินน่ะ ถ้าแลกที่ธนาคารต้องใช้ passport ด้วย
หรือจะไปแลกที่สนามบินตอนขาออกจากประเทศก็ได้สะดวกดี
แต่ฉันไม่ได้ไปแลกที่ธนาคารหรอก ฉันไปแลกที่ซอยนานา ไม่ต้องใช้ passport ใช้แค่บัตรประชาชน
แถวนั้นจะมีร้านและมีโต๊ะรับแลกเปลี่ยนเงินตราอยู่หลายสกุล อัตราที่เค้าซื้อขายกันก็ดีกว่าธนาคารมาก
อย่างวันนี้เรทขาย 100 เยน ที่ธนาคาร 31.73 บาท แต่ที่ซอยนานาแค่ 31.45 บาท เท่านั้น
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
พอแลกเงินที่ซอยนานาแล้ว ทีแรกว่าจะนั่งรถไฟฟ้ากลับมาที่อโศก แต่รู้สึกว่าของข้างทางเพลินตาดี
เป็นพวกของฝากที่ชาวต่างประเทศคงอยากซื้อกลับบ้าน เช่น เสื้อยืดลายมวยไทย ไม้แกะสลัก
รองเท้ากระเป๋าปักลายสวยๆ เครื่องประดับผม ผ้าพันคอทอมือ โมเดลกีตาร์ตัวจิ๋ว โมเดลรถตุ๊กๆ ฯลฯ
ไม่ได้อยากช็อปปิ้งอะไร แต่อยากเดินปล่อยอารมณ์ ก็เลยเดินเรื่อยเปื่อยจากซอยนานากลับมาอโศก
ระยะทางสองสถานีรถไฟฟ้า สำหรับฉันไม่ถือว่าไกล แต่แดดตอนบ่ายสามโมงครึ่งไม่เคยปราณีใคร
ขนาดให้กำลังใจตัวเองด้วยน้ำส้มคั้นเย็นฉ่ำข้างทางหนึ่งขวด เหงื่อยังไหลจนเสื้อเชิ้ตเปียกปอน
2月6日 T.C.L Inter Tour Co., Ltd.ฉันจองตั๋วเครื่องบินกับบริษัทที่ search ได้จากอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่ได้รู้จักกันมาก่อน
สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ BKK-NRT/OSA-BKK 23,000 บาท/คน
เมื่อวันศุกร์หลังจากโอนเงินแล้วเขาโทรมาบอกว่าสายการบินประกาศเปิดขายตั๋วโปรโมชันวันที่ 1-2-3 ก.พ.
แต่ฉันต้องเสียค่า void ตั๋วเดิมทิ้ง 500 บาท และเสี่ยงจองที่นั่งโปรโมชันราคา 18,000 บาท/คน ถ้าได้ตั๋วโปรโมชันรวมค่า void ตั๋วเดิมทิ้ง ก็ยังแค่ 18,500 บาท/คน ถ้าจองตั๋วโปรโมชันไม่ได้ ก็จะต้องจ่ายแพงกว่าเดิมเพราะต้องจ่ายค่า void ตั๋วเดิม
แล้วก็ต้องกลับมาจองตั๋วราคาปกติอย่างเก่าราคาก็จะกลายเป็น 23,500 บาท/คน
แต่ฉันตัดสินใจเสี่ยงทิ้งตั๋วเดิม เพราะลึกๆ มีความเชื่อว่า ... วันดวงดีก็คงต้องมีกันบ้าง
แล้ววันนี้เขาก็โทรมาบอกว่าจองที่นั่งโปรโมชันได้แล้ว และจะโอนเงินส่วนที่จ่ายเกินคืนเข้าบัญชีให้ สรุป ... ได้เที่ยวบินเดิม และได้เงินคืน 23,000 - 18,500 = 4,500 บาท/คน
ออกเดินทาง (กรุงเทพ - นาริตะ) วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม 2551
มุ่งหน้ากลับบ้าน (โอซาก้า - กรุงเทพ) วันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2551 ใครจะจองตั๋วเครื่องบินแนะนำบริษัทนี้เลยนะคะ ... เจ้าหน้าที่เสียงหวาน บริการเยี่ยม
1月31日 チケットを よやくしました。チケットを よやくしました。จองตั๋วเครื่องบินได้แล้วค่ะ
เนื่องจากตั๋วโปรโมชันของสายการบินนอร์ทเวสที่เคยจองไว้แค่ 17,900 บาท/คน หลุดมือไปแล้ว
ตั๋วใหม่ที่จองได้เป็นของ สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ BKK-NRT/OSA-BKK 23,000 บาท/คน
แปลว่า ต้องจ่ายค่าตั๋วเพิ่มจากงบประมาณเดิม 5,100 บาท/คน ความตั้งใจเดิม คือ เที่ยวเฉพาะในโตเกียว 6 วัน 5 คืน ตอนนี้กลายเป็น โตเกียว-โอซาก้า 7 วัน 7 คืน
เพราะเที่ยวบินบังคับให้ไปลงที่สนามบินนาริตะ แต่ต้องกลับกรุงเทพจากสนามบินคันไซ
มองโลกในแง่ดี ก็จะได้นั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวไปโอซาก้า และได้เที่ยวโอซาก้าเพิ่ม
แต่ถ้ามองในแง่งบประมาณ ก็รู้สึกใจแกว่งๆ เพราะคงทะลุเพดานที่ตั้งไว้แน่ๆ
ถึงขั้นนี้แล้วจะว่าไปก็คล้ายกับหมู ที่พอมาขึ้นเขียงแล้วก็คงต้องหั่น
คราวก่อนตอนที่ไปเที่ยวเกาหลีกับทัวร์ฉันไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากนัก อ่านข้อมูลที่ทัวร์เค้าแจกแค่ 3 แผ่น
แล้วก็จัดกระเป๋าแล้วก็ตามทัวร์ไป หลับๆ ตื่นๆ อยู่ในรถ พอถึงที่หมายเค้าก็ปลุกลงไปถ่ายรูป
ไม่ค่อยจะได้รู้ประวัติอะไรเกี่ยวกับสถานที่แต่ละแห่งลึกซึ้งนักหรอก รู้แต่ว่าสวยๆ แปลกๆ หนาวๆ
พอถึงเวลาอาหาร เค้าเรียกลงมากินร้านไหนก็กินร้านนั้น เมนูก็ไม่ต้องเลือกเพราะกินตามที่เค้าจัดให้
ร้านอยู่ตรงไหนในแผนที่ก็ไม่รู้ ยืนอยู่ตรงไหนในแผนที่เกาหลีก็ไม่ทราบ
แต่คราวนี้คงแตกต่างจากคราวที่ไปเที่ยวเกาหลีมาก เพราะฉันหาข้อมูลทุกอย่างด้วยตัวเอง
แค่นั่งอ่านข้อมูลจากหนังสือท่องเที่ยว หาข้อมูลจากเว็บไซต์ วางแผนเส้นทาง
เลือกวิธีเดินทาง เลือกจุดสำคัญที่จะแวะเที่ยว วางแผนงบประมาณ ฯลฯ ก็ทำให้เพลิน
รู้สึกสนุกตั้งแต่ยังไม่ได้ออกเดินทาง มีภาพโตเกียวอยู่ในหัวว่าจะไปไหนบ้าง
รถไฟใต้ดินขึ้นตรงไหนลงตรงไหนสถานีอะไร จะแวะกินร้านอะไรที่เค้าว่าอร่อย
สถานที่สำคัญต่างๆ ที่จะไปเที่ยวก็อ่านประวัติไปล่วงหน้า ซาบซึ้งตั้งแต่ยังไม่ได้ไป
ตอนนี้ข้อมูลเกี่ยวกับโตเกียวฉันมีพร้อมแล้ว แต่ข้อมูลเกี่ยวกับโอซาก้ายังคงว่างเปล่า ปรับเปลี่ยนตั๋วเครื่องบินเป็นแบบนี้ ก็คงต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับโอซาก้าและมาวางแผนกันใหม่
ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเพราะ ตราบใดที่ยังมีเรื่องที่ไม่รู้ ความสนุกในชีวิตก็ยังมีอยู่
1月30日 VISA が あります今日の午後 日本のたいしかんへ いきました。
VISAが あります。私は とても うれしいです。
เมื่อตอนบ่ายไปสถานทูตญี่ปุ่นมา ได้วีซ่าแล้ว ฉันดีใจมาก
ไปขอวีซ่าตอนเช้าวันจันทร์ ได้รับวีซ่าตอนบ่ายวันพุธ ค่าวีซ่าท่องเที่ยว 980 บาท/คน
ตอนไปรับวีซ่าที่สถานทูตฯ ต้องเตรียมเงินไปให้พอดี เพราะสถานทูตฯ ไม่มีเงินทอน
เมื่อได้วีซ่าแล้วก็มาถึงขั้นตอนการไปออกตั๋วเครื่องบินที่จองไว้
พนักงานที่รับจองแจ้งว่าตั๋วที่จองไว้หลุดมือไปแล้ว เพราะฉันแจ้งออกตั๋วช้าไป
เริ่มเศร้าแล้ว เพราะนั่นเป็นตั๋วราคาประหยัดของสายการบินนอร์ทเวสที่มีแค่วันละ 1 เที่ยว
และเที่ยวบินวันนั้นก็เต็มไปเรียบร้อยแล้วด้วย เลยต้องมาเริ่มกระบวนการหาเที่ยวบินใหม่
ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนวันเดินทาง หรืออาจจะต้องจ่ายค่าตั๋วแพงกว่าเดิม
むずかしくても、チケットを よやくしなければ なりません。
つかれても、がんばります。
ถึงแม้จะยาก ก็ต้องจองตั๋วให้ได้
ถึงแม้จะเหนื่อย ก็จะพยายามให้ดีที่สุด
ปล. สองประโยคสุดท้ายเนี่ย แค่อยากลองใช้โครงสร้างไวยากรณ์ที่เพิ่งเรียนวันนี้
เซ็นเซเพิ่งสอนเรื่องการใช้ประโยคเงื่อนไข "ถึงแม้ ... ก็จะ ..."
1月27日 在タイ日本国大使館あした 在タイ日本国大使館へ 行きます。VISAを ください。
わたしは しりょうが あったと 思います。
でも ともだちは やさしくなかったと いいました。
พรุ่งนี้จะไปสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ไปขอวีซ่า
ฉันคิดว่าฉันมีเอกสารแล้ว แต่เพื่อนบอกว่า "ไม่ง่าย"
P.S. 在タイ日本国大使館 = สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เมื่อจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่านเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการขอวีซ่า
ดูรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ของแผนกกงศุล สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
ซึ่งจะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานที่เราต้องเตรียมไปไว้อย่างครบถ้วน
และมีใบคำร้องขอวีซ่าให้ดาวน์โหลดมากรอกล่วงหน้าไปจากบ้านได้ด้วย
เมื่อเตรียมหลักฐานครบถ้วนแล้วก็ไปยื่นขอวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวได้ที่สถานทูตฯ
ซึ่งตั้งอยู่บนถนนวิทยุ อยู่ติดกับสวนลุมไนท์ฯ และตรงข้ามกับสวนลุมพินี พรุ่งนี้จะไปขอวีซ่า สถานทูตฯ เปิดรับคำร้องระหว่างเวลา 8.30 - 11.45 น. วันนี้วันอาทิตย์รถไม่ติดก็เลยขับรถสำรวจเส้นทางมาแล้ว อาคารใหญ่โตเด่นชัดมากรับรองไม่มีหลง
แต่คิดว่าเดินทางไปด้วยรถไฟใต้ดินน่าจะสะดวกกว่า โดยโผล่ขึ้นที่สถานีลุมพินี
เลือกทางออกด้านหัวมุมสวนลุมไนท์ฯ ตรงสี่แยกที่มีสะพานลอยไทย-เบลเยี่ยม 1月22日 ホテルを よやくしましたわたしは やすいホテルに とまりたいです。
でも とうきょうのなかに やすいホテルが あまり ありません。
にほんへ いくまえに、ホテルを よやくしなければ なりません。
今日 私は ホテルを よやくしました。
ฉันอยากจะพักโรงแรมราคาประหยัด แต่ในโตเกียวไม่ค่อยมีโรงแรมราคาประหยัด
ก่อนที่จะไปญี่ปุ่น ต้องจองโรงแรม วันนี้ฉันจองโรงแรมเรียมร้อยแล้ว
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
การแบกเป้ไปญี่ปุ่นโดยไม่จองที่พักล่วงหน้าคงเป็นการคิดสั้นแน่ๆ
เพราะที่พักราคาประหยัดในโตเกียวหายากและมักจะเต็มอยู่เสมอ
การจองที่พักล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ละเลยไม่ได้
ฉันใช้เว็บไซต์ Travellerspoint Travel Community ในการค้นหาและจองที่พัก
เว็บไวต์นี้ช่วยให้การค้นหาสะดวกและง่ายมาก มีข้อมูลสำคัญต่างๆ ให้อย่างชัดเจนครบถ้วน
เช่น ลักษณะห้องพัก ราคาห้องพัก การเดินทางจากสนามบิน แผนที่ สถานที่ใกล้เคียง ฯลฯ
การจองที่พักผ่านเว็บไซต์ในลักษณะนี้ ... จะต้องจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิต
เขาจะคิด 10% ของราคาห้องพัก + ค่าบริการในการจองห้องพัก $2
ส่วนอีก 90% จะชำระเมื่อเรา check-in เข้าพัก โดยจ่ายเป็นเงินสด
หากเราไม่ได้เข้าพักตามกำหนดการที่จองไว้ ค่าห้องในคืนแรกจะถูกตัดจากบัตรเครดิต
ฉันจะพักที่โตเกียว 5 คืน และตัดสินใจจองที่พัก 2 แห่ง ผ่านเว็บไซต์นี้
ตอนแรกคิดว่าจะจองที่พักที่เดียวทั้ง 5 คืน แต่ว่าที่พักเต็มก็เลยต้องแยกจองเป็นสองแห่ง สรุป ที่พักในโตเกียว 5 คืน สำหรับ 2 คน ก็เป็นอันหมดกังวล ในงบประมาณ 7,500 บาท เมื่อจองที่พักผ่านเว็บไซต์แล้ว เขาก็จะส่งข้อมูลมายืนยันกับเราทางอีเมล์ |
|
|